สรุปหนังสือ ​A More Beautiful Question l SALESARM

โดย : น.สพ. ธีรพงษ์ เศรษฐิวัฒน์ (หมอกิม)
สิ่งที่คุณจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้
  • การถามคำถามเยอะนั้นจะช่วยกระตุ้นให้คุณคิดนอกกรอบ
     
  • หลาย ๆ บริษัทมักจะสนใจเเต่ความรู้เเละการทำเป็นมากกว่าการที่เราต้องตั้งคำถามเป็น
     
  • เด็ก ๆ ถามน้อย ๆ ลงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระบบการเรียนการสอน
     
  • เต็มใจที่จะถาม คำถามที่ใหญ่ มีความหมาย เเละสวยงาม เป็นจุดเริ่มต้นที่จะไปก้าวใหม่ ๆ
     
  • ขั้นตอนเเรกในการเเก้ไขปัญหาคือ การถามว่าทำไมสถานการณ์ถึงเป็นเช่นนี้
     
  • ติดตามคำถาม เเล้วถ้า? ที่จะนำคุณไปสู่วิธีการเเก้ไขปัญหา เเล้วเปลี่ยนคำถามเหล่านั้นมาปรับใช้ในความเป็นจริง
     
  • นักเปลี่ยนเเปลงส่วนมากมักจะรวมความคิดต่าง ๆ ในหนทางใหม่ ๆ
     
  • ความคิดที่มาจากความผ่อนคลายมักมาในเวลาที่เราผ่อนคลาย
     
  • ในช่วงเวลาที่เปลี่ยน การสร้างคำถามมักจะมีค่ามากกว่าการตอบคำถาม
     
  • การส่งเสริมวัฒนธรรมของการไต่สวน จะต้องเริ่มต้นจากหัวหน้าบริษัท

 
ผมขอสรุปหนังสือเล่มนี้สั้นๆ

มันไม่ใช่เรื่องที่เราเคยรู้อยู่เเล้ว
เมื่อคุณพบเจอปัญหา คุณจะมองหาเเต่ทางออก หรือทางเเก้ไข ซึ่งมันก็ดูมีเหตุผลมากพอ เเต่การที่เรามองหาเเต่ทางเเก้ไขนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงหรือ? คุณเพียงเเค่มองเข้าไปในข้อมูลที่คุณรู้อยู่เเล้ว หรือคุณก็เพียงเเค่พยายามที่จะเเก้ไขอะไรที่มันเป็นอดีตไปเเล้ว เเต่ถ้าหากคุณประสบพบเจอปัญหาใหม่ ๆ ที่ต้องการวิธีการเเก้ปัญหาใหม่ ๆ ล่ะ? อันที่ไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อน?
 
คุณจะไม่เจอปัญหาที่เเท้จริงจากการทบทวนในสิ่งที่คุณรู้อยู่เเล้ว เเต่คุณควรที่จะตามขั้นตอนตัวอย่างของนักเปลี่ยนเเปลง เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เเละสตีฟ จ็อบส์ อย่ามองหาเเค่คำตอบ เเต่มองหาคำตอบที่สวยงามเเทน สินค้าจำพวกเกม บริการ เเละสิ่งบันเทิงใจต่าง ๆ รวมไปถึงการช็อปปิ้งออนไลน์ เเละหนังพิกซาร์ จากที่นักประกาศข่าวด้านเทคโนโลยีของนิวยอร์ก ไทม์ เดวิด โพค ได้กล่าวถึง เวลาที่คนเรามองในสิ่งที่ตัวเองทำไปเเล้ว เเต่ก็ยังพยายามมองหาว่าทำไม?
 

3 ประเภทของคำถาม
จากการสัมภาษณ์มามากกว่า 100 นักคิดที่มีความคิดสร้างสรรค์ ในด้านวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ เทคโนโลยี เเละสิ่งบันเทิงใจ พวกเขาได้กล่าวว่าคำถามมักจะมากับสามประเภทดังกล่าว
 
 
  1. ทำไมถึงตั้งคำถาม?

    เมื่อผู้ถูกตัดอวัยวะ เเวน ฟิลลิป ได้มีปัญหากับอวัยวะที่ถูกตัดออกไป เเล้วใส่อวัยวะเทียมเเต่ก็ยังมีปัญหา ได้ถามว่า เมื่อเขาสามารถเอาคนขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ได้ ทำไมเขาถึงไม่สามารถสร้าง เท้าที่เหมาะสมได้ ทำไมการตั้งคำถามนั้นถึงเป็นเเรงบันดาลใจให้กับผู้เปลี่ยนเเปลง อย่างกล้องโพลาลอยด์ เเละเน็ตฟลิกซ์ คำตอบของปัญหานั้นจะเกิดขึ้นเมื่อคุณปิดรับข้อมูลจากความจริงที่คุณรู้อยู่ก่อนเเล้ว

     
  2. คำถามที่ตามมาด้วยคำว่า “เเล้วถ้า”

    ฟิลลิปได้คิดถึงการเเก้ปัญหาที่เป็นไปได้ถึงคำถามว่าทำไมของเขา จากการตั้งถามคำถามเเล้วถ้า? เเล้วถ้าเท้าของเราสามารถเป็นเหมือนตัวดำน้ำล่ะ? เเล้วถ้าเท้าเทียมสามารถเป็นได้เหมือนเท้าของเสือชีตาห์ล่ะ? คำถามเเล้วถ้าดังกล่าวนั้นสามารถทำให้คุณโยงไปถึงความน่าจะเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเรียกความใหม่ของความคิดเพื่อที่จะเเก้ปัญหานั้น ๆได้ พวกเขาจะปล่อยคุณให้ออกจากกรอบความคิดในสิ่งที่คุณคิดว่าคุณรู้

     
  3. จะตั้งคำถามได้อย่างไร?

    ฟิลลิปได้ถามว่าคุณจะสามารถนำความสามารถที่คุณจะดำน้ำ มารวมกับเท้าของชีตาห์ได้อย่างไร? หลังจากการตั้งคำถามทั้งหลายมามันทำให้เขาคิดว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นมันจะสามารถนำไปเกี่ยวข้องกับเฟคฟุตได้อย่างไร?
 

ทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่ถามมากกว่าล่ะ?
 
มนุษย์เรานั้นเกิดมาพร้อมกับการตั้งคำถาม เด็กทุก ๆ คนแทบจะถามว่า ทำไมท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้า? เเละคำถามนั้นเป็นเพียงเเค่ 1 คำถามต่อ 40,000 คำถาม ของเด็กทั่วไปที่อายุระหว่าง 2-5 ขวบ หลังจากผ่านอายุตรงนั้นไปเเล้ว คำถามจะน้อยลงมาตามอายุที่มากขึ้นเรื่อย ๆ
 
คนที่ทำผิดพลาดนั้นก็คือโรงเรียน ที่สามารถบอกได้ว่า นักเรียนมีความสามารถมากพอที่จะสามารถตอบคำถามที่ถูกต้องหรือไม่? เเละโรงเรียนส่วนมากไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ โรงเรียนดังกล่าวไม่สามารถจะสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ มีความคิดที่ดีได้ เเต่โรงเรียนสามารถสร้างคนใช้เเรงงานได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ โรงเรียนจะสอนให้เด็กเชื่อฟัง เเละจำได้ เป็นอันดับเเรก ๆ
 
ปัจจัยต่อไปที่น่ากังวลคือ คุณจะจัดสรรเเหล่งที่มาได้อย่างไร? เพราะคุณไม่สามารถที่จะถามทุก ๆ อย่างที่เข้ามาในชีวิตคุณในทุก ๆ วัน เเล้วใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพได้ คุณจะต้องเเสดงหลายบททดสอบเลยทีเดียว เเละจะต้องปัดสิ่งรบกวนออกไป เเล้วโฟกัสในสิ่งที่คุณให้ความสนใจ เเต่ในปัจจุบัน ทุกอย่างเปลี่ยน คุณสามารถไม่สนใจสิ่งรอบข้างได้น้อยลง เพราะสภาพเเวดล้อมดังกล่าวนั้นกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ คุณเลยจะต้องถามคำถามให้มากขึ้น เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้าสู่สภาพเเวดล้อม
 
การรวมตัวของวัฒนธรรมทำให้เรากดสิ่งที่เราจะอยากรู้ลงไป ผู้ก่อตั้งในบริษัทต่าง ๆ สร้างพนักงานของเขาให้อยู่ในระบอบทหาร เพื่อที่จะคงความมีความรับผิดชอบ เเละคงสถานภาพนั้น ๆ เอาไว้ เเละสร้างช่องทางในการถามคำถามให้เเคบลง ในระบอบนี้เหมือนจะเป็นการคว่ำบาตรผู้เชี่ยวชาญ เเทนที่จะเป็นการสร้างความสงสัยให้มากขึ้น ผู้ให้คำปรึกษา เอริค ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าหากคุณทำการบ้านมา คุณก็สมควรที่จะรู้
 
ในเวลาที่เปลี่ยนไป เมื่อคุณเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณไม่รู้ คุณควรจะต้องเชื่อถือ เเละยึดมั่นในความคิดสร้างสรรค์ของคุณมากกว่าความรู้ที่คุณมี เเละการตั้งคำถามนั้นมันจะเป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ
 

คำถามซื่อ ๆ อย่าง “ทำไม”

ขั้นตอนเเรกในการเปลี่ยน คือ การลืมในสิ่งที่คุณรู้ หรือไม่ก็ลบมันออกในขณะนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อบส์ ได้ดัดเเปลงลัทธิเซน ในศาสนาพุทธ ในใจความเรื่อง ผู้เริ่มต้นฝึกสมาธิ ความสามารถในการมองสถานการณ์เหมือนกับว่ามันเป็นครั้งเเรกที่เราพบเจอมัน หัวหน้าเเห่งลัทธิเซน ซูซูกิ ผู้เเนะนำที่เขียนเรื่อง  ในความคิดของผู้เริ่มต้น มันมีความเป็นไปได้หลายอย่างมาก ๆ เเต่ในผู้เชี่ยวชาญเเล้ว ความเป็นไปได้ต่าง ๆ มีอยู่น้อย คุณสามารถนำความคิดเหล่านี้เข้าไปในหัวของคุณ เเล้วเชื่อมกับคำถามของเด็กที่ชอบถามว่า ทำไม?
 
คำถามทำไมของเด็ก ถูกส่งไปในการพัฒนากล้องโพลาลอยด์ ในปี 1940 วันที่ครอบครัวพากันไปเที่ยว ลูกสาวของเอดวินได้ถามว่า ทำไมเธอถึงไม่สามารถมองเห็นรูปที่ได้กดถ่ายออกไปในขณะนั้น ๆ ได้? เเละเเลนด์รู้ว่า การสร้างรูปทันทีทันใดหลังจากที่มันถูกถ่ายนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณจะต้องพัฒนาเเผ่นฟิล์มในห้องมืด เเต่เเทนที่เเลนด์จะหยุดกับสิ่งที่เขารู้นั้น เขาก็คิดต่อไปถึงคำถามของเธอ เเละสี่ปีผ่านมา เขาก็ได้สร้างกล้องถ่ายภาพขาวดำตัวเเรกในตลาด
 
ทำไมมันถึงมีพลัง นั่นก็เพราะว่ามันสามารถทำให้คุณมองเห็นมุมมองใหม่ ๆ ได้ มันทำให้ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ มองย้อนไป เเละสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนจากความคิดระยะเริ่มต้นของเด็ก ๆ
 

คำถามของนักฝัน : เเล้วถ้า?

คำถามว่าทำไมของคุณเป็นการเปิดความคิด ซึ่งจะบ่งบอกถึงความต้องการ มันคือคำถามเเบบที่สองของที่มาของคำว่า เเล้วถ้า? มันจะช่วยให้คุณทราบว่าจริง ๆ เเล้วคุณต้องการอะไร จากการถามคุณว่า เเล้วถ้า มันจะทำให้คุณสามารถระดมความคิดได้ เเละนำพาทางเเก้ไขได้มากมาย อีกทั้งยังช่วยที่จะปล่อยความคิดของคุณให้เป็นไปตามจินตนาการ การเปลี่ยนเเปลงต้องการ เวลา ไอเดียที่เหมาะสมเพื่อที่จะเป็นเเรงบันดาลใจ บางทีคำถามเเบบ เเล้วถ้า? ที่มักจะถูกมองว่าเป็นคำถามนอกกรอบนั้นจะส่งผลให้คุณได้รับผลลัพธ์ ทิม เวสเทอร์เจน เคยถามว่า คำถามที่นำมาเปรียบเทียบกับคอนเซปต์ของชีวะวิทยา เเละศิลปะ เเล้วถ้าเราสามารถนำดีเอ็นเอมาผสมกับเพลงล่ะ?  ไอเดียนี้นำไปสู่เเพนโดรา วิทยุ ออนไลน์  เเล้วมันยังเเนะนำเราไปสู่การฟังเพลงตามการแบ่งประเภทที่ชอบ
 
ในหลาย ๆ เคสคุณไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างความคิดที่ว่า เเล้วถ้าขึ้นมา เพราะว่าไอเดียใหม่ ๆ เหล่านั้นมักจะมาจากสิ่งที่มีอยู่เเล้ว กับไอเดียใหม่ ๆ ตัวอย่างของการรวมเพลงเเละยีน นั้นเป็นตัวอย่างของเวสเกิน ที่เเสดงให้เห็นถึงความคิดที่รวมกัน ไอน์สไตน์, จ็อบส์, วอลต์ ดิสนีย์ ผู้กำกับ จอร์จ ลูคัส นั้นเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญทางด้านการนำสิ่งต่างๆมารวมกัน พวกเขานำไอเดียที่เขามีอยู่เเล้ว มารวมกับไอเดียใหม่ ๆ เเล้วนำไปสู่ความคิดที่สร้างสรรค์
 
หากคุณไม่ได้รู้สึกว่าคุณนั้นสร้างสรรค์มากพอ เท่า ๆ กับ ไอน์สไตน์ หรือวอลต์ ดิสนีย์ คุณควรที่จะนำความคิดใหม่ ๆ มาใช้เป็นเทคนิค เพื่อที่จะรวบรวมความสามารถดังกล่าวได้ หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ คิดให้ผิด บังคับตัวคุณเองให้คิดนอกกรอบ เเล้วนำไอเดียใหม่ ๆ ที่เหมือนจะไม่สมเหตุสมผลมารวมกัน ถึงเเม้ว่ามันไม่สามารถที่จะเข้ากันได้ การคิดผิดอาจจะนำคุณไปสู่คำถาม เเล้วถ้าบริษัทพยายามที่จะขายถุงเท้าที่ไม่เหมือนกันในเเต่ละคู่? ความที่มันไม่สามารถเข้ากันได้นั้นจะนำคุณไปสู่เเผนการธุรกิจ ความผิดเล็ก ๆ ที่เข้ากันได้
 
หรือการเข้าไปเดินเล่น อาจจะเป็นการคลายความสร้างสรรค์ที่นำมารวมกัน ให้เวลากับความคิดของคุณในการสร้างคำถามที่อยู่ด้านใน จากการที่คุณถอยออกมา มันอาจจะเป็นการที่คุณให้โอกาสเเก่สมองของคุณ เพื่อให้มองว่าอะไรที่มีความเป็นไปได้บ้าง จากที่นักวิจัยสมอง เชน โย ซอง ว่าความคิดของเราทำดีที่สุดในการรู้สึกตัว การมีสติ การดึงสติออกจากปัญหานั้นมันจะส่งผลให้สติของคุณหายไป เเล้วทำให้การทำงานของคุณมีประสิทธิภาพลดลง จริง ๆ เเล้วการไม่มีสมาธินั้นเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะเราสามารถถูกสิ่งรบเร้าได้ คุณควรจะไปที่พิพิธภัณฑ์ เเล้วเดินให้ทั่ว พักผ่อน  หรือเเม้กระทั่งการนอนก็อาจจะช่วยได้ เมื่อสมองของคุณผ่อนคลาย มันจะตัดสิ่งรบกวนออกไปได้เอง เเละมันยังจะทำให้คุณคิดอะไรได้มากขึ้นในระยะเวลาที่ถูกต้อง เเละนั่นเเสดงถึง ความคิดสร้างสรรค์ของสมอง การไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์นั้นจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะมันจะช่วยให้คุณผ่อนคลาย อีกทั้งบางครั้งอาจจะยังช่วยให้คุณคิดอะไรได้มากขึ้น เเละมันจะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ
 
คำถามของผู้ที่ยึดถือความจริง : อย่างไร?
ขั้นตอนที่สามของการไต่สวน คือ เวลาที่คุณบีบความคิดของคุณให้เเคบลงไปยังความคิดที่อยู่ที่จุด เเล้วถ้า? เเล้วคิดว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อที่มันจะสามารถใช้การได้ในระบบของมัน ในระหว่างนี้ ทำให้เเบบเเผนช้าลง เเล้วดูว่ามันล้มเหลวอย่างไร เเล้วเรียนรู้จากมัน
 
ลองทดสอบเเบบความคิดของคุณจากการสร้างต้นเเบบ หรือการทำงานเเบบอื่น ว่ามันเป็นการทำงานหยาบ ๆ ที่ทำมาจากวัตถุดิบธรรมดา หรือเป็นงานประเภทการนำเสนอกราฟิกในคอมพิวเตอร์ เเต่อย่าทำเกินกว่าที่เเพลนไว้ เเต่คุณจะต้องรีบทดลองความคิดของคุณ เพื่อที่จะได้รับกระเเสตอบรับที่ดี เเล้วดูว่าอะไรที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ ฟิลลิป ได้ทดสอบมากกว่า 200 ต้นเเบบ เฟคฟุต เเล้วจะกลายมาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการทำงานให้สำเร็จเข้ามาใกล้ขึ้นในความล้มเหลว
 
ในระหว่างคำถามว่าทำไม เเละ เเล้วถ้า การเพิกเฉยการตัดสินสิ่งรอบ ๆ มักจะมีเป็นประโยชน์ เเละในช่วงวลีของคำถามอย่างไร คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ มักจะเป็นเเหล่งที่มาที่ดี  ในยุคสมัยของดิจิทัล การเอื้อมไปถึงหนทางที่หลากหลาย ในทิศทางที่มีผู้เชี่ยวชาญ มีความสามารถ เเละมีความฉลาด หากเราหาคนพวกนี้ได้ มันจะเป็นอะไรที่ง่ายมาก เพราะเมื่อเวลาที่คุณมีคำถาม คนพวกนั้นอดทนรอเเทบไม่ไหวที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยคุณ
 
การส่งเสริมวัฒนธรรมของการไต่สวนหรือสอบถาม
การประชุมด้านธุรกิจนั้นทำงานร่วมกันในการตั้งคำถามเเละนำผู้เชี่ยวชาญมาเข้าด้วยกับความไม่เเน่นอน ในปัจจุบัน ความรู้ที่เรามีมันมีค่าน้อยลงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอะไร ๆ ก็เปลี่ยนเเปลงไปอย่างรวดเร็ว เเละ ผู้เชี่ยวชาญก็มีอายุที่สั้นลง ปัจจุบัน คำตอบคือ คำตอบก็จะเก่าไปสำหรับวันรุ่งขึ้น ในช่วงของกูเกิล เเละวิกิพีเดีย คุณไม่มีความจำเป็นที่ต้องจำอะไรเยอะเเยะ เพราะสิ่งที่คุณอยากรู้คุณเพียงเเค่คลิกเข้าไปก็ได้รู้เเล้ว
 

การทำธุรกิจอาจจะมีหลายขั้นตอนที่ทำให้เราได้รู้ขั้นตอนของการสอบถาม
  • เราต้องเริ่มจากหัวหน้า หัวหน้าจะต้องเตรียมตัวรับมือกับความไม่เเน่นอน หน้าที่เก่า ๆ ของหัวหน้าคือต้องรู้ เเต่หน้าที่ใหม่คือ ความกล้าที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของลูกจ้าง ผู้มีอำนาจสูงสุดกลายมาเป็นคนที่ตั้งคำถาม เเล้วสนับสนุนให้ทุกคนทำงานในองค์กร ลูกจ้างมักจะนำการไต่สวนขึ้นมาพูด ซึ่งไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมากนัก หัวหน้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้นไม่ใช่คนที่เสนอคำตอบ เเต่เขาจะใช้วิธีการของโซคราตีสในการโต้คุยกันในที่ประชุม เเละลงลึกไปถึงการตั้งคำถามที่จะนำคุณไปสู่การมีความคิดที่สร้างสรรค์
     
  • รางวัลการตั้งคำถาม ทางบริษัทไม่ควรจะทำโทษคนที่ตั้งคำถาม เเละไม่ควรที่จะบังคับให้คนเเก้ไขปัญหาเพราะเขามีหน้าที่นั้น ๆ เเต่ทางบริษัทควรจะให้เวลาแก่ลูกจ้างเพื่อให้เขารู้จักประโยชน์ของการไต่สวน ยกตัวอย่างเช่น กูเกิล มี 20% ของเวลาที่จะให้ลูกจ้างเสียสละ ส่วนหนึ่งของเวลาของเขา เพื่อที่จะทำโปรเจกต์ของตัวเอง
     
  • เปลี่ยนโครงสร้างใหม่ของบริษัทเมื่อเราได้เรียนรู้สิ่งเเวดล้อมของมัน องค์กรควรจะรู้จักการสร้างบรรยากาศในการสำรวจ  บางอย่างสามารถทดเเทนความคิดเเบบเดิมจากการเปลี่ยนวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น กูเกิล มีเเขกที่ให้คำอภิปรายเเละมีเเบบฟอร์มให้เพื่อให้ลูกจ้างได้เรียนรู้ ซึ่งอาจจะเริ่มจากการเรียงจากเทคโนโลยี ถึงการอบรม
     
  • การทดเเทนการระดมความคิดด้วยการระดมคำถามต่าง ๆ การระดมความคิดนั้นเป็นการสร้างระดับให้กับพลังของการ ร่วมมือ เเต่คุณควรจะระวังว่าความกดดันที่มาจากความคิดแรกเริ่มนั้น เเละการเเก้ปัญหาจะทำให้ความคิดสร้างสรรค์นั้นน้อยลง เปลี่ยนจุดสนใจไปที่การสร้างคำถามเกี่ยวกับปัญหา
     
  • การฟื้นฟูผู้ตั้งคำถาม การที่เราจะเปลี่ยนเเนวคิดที่บริษัทได้คิดไว้ คุณควรที่จะมองหาคนหาข้อมูล รวบรวมคนหลาย ๆ เเบบเข้ารวมกันกับลูกจ้างใหม่ ๆ ที่เป็นคนที่มีการไต่สวนเเบบธรรมชาติ การสัมภาษณ์งานควรจะมองหาคนที่ตอบคำถามเก่ง วิธีที่เด่นชัดที่สุดอาจจะเป็นวิธีที่สามารถตรวจความสามารถของผู้ที่มาสัมภาษณ์ คุณจะต้องให้ผู้เเข่งขันนำคำถามมาเยอะ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณเเละสร้างการสอบถามจากการถามคำถามต่อผู้ให้สัมภาษณ์