Checklist “ทักษะที่ต้องใช้” ในการเป็นตัวแทนยุคนี้

โดย : น.สพ. ธีรพงษ์ เศรษฐิวัฒน์ (หมอกิม)
 
ถ้าคิดว่ายุคนี้คุณสมัครเป็นตัวแทน
แบรนด์ไหนก็ได้ที่ขายดิบขายดีอยู่แล้ว
 
แล้วคุณจะขายง่าย รวยง่าย
ประสบความสำเร็จง่าย ๆ
 
บางทีสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้
อาจหักลำความฝัน (กลางวัน)
ของคุณพอสมควรครับ
 
เพราะเดี๋ยวนี้คนหันมาทำตัวแทน
รวม ๆ กันทุกแบรนด์ก็มีไม่ใช่น้อย ๆ
 
เอาแค่บางงานที่ผมไปสอน
มีตัวแทนนั่งฟันเป็นพันคนเลย คิดดู
 
ไหนลูกค้าจะเริ่มแกร่งกล้ากับสินค้า
และโปรโมชั่นที่ผ่านมาแล้วสารพัด
 
นั่นแหละครับผมถึงบอกว่า “มันไม่ง่าย”
 
แต่ตามกฎธรรมชาติของโลก
ที่ยังไงก็ต้องมีคนประสบความสำเร็จ
บนปลายยอดพีระมิดอยู่วันยังค่ำ
 
คนที่เป็นสัดส่วนน้อยเหล่านั้น
เค้าเรียนรู้และฝึกฝนกันอย่างจริงจังครับ
 
โดยเฉพาะใน “ทักษะหลักที่ต้องใช้”
 
ซึ่งคุณอาจจะต้องทำงานหนักมากขึ้น
ต้องเหนื่อยให้กับมันมากขึ้น
 
แต่ตัวแทนที่ประสบความสำเร็จ
ผมก็ยังไม่เคยเห็นมีใครตาย
กับการฝึก “4 ทักษะ” นี้เลยสักคนนะครับ
 
 
1. ทักษะการนำเสนอ
 
ทักษะอันดับแรกของตัวแทน
ที่แน่ ๆ เลยก็คือ
คุณต้องขายของเป็นครับ
 
ว่ากันตั้งแต่ “เปิดการขาย”
ด้วยการนำเสนอก่อนเลย
 
ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่
การท่องจำมาจากคู่มือ โบรชัวร์
แล้วเอามายิงรัว ๆ ใส่หน้าลูกค้า
 
แต่คุณต้องรู้จักเข้าใจสินค้านั้นจริง ๆ
และรู้ด้วยว่าคนที่จะใช้สินค้าของคุณ
เค้าเป็นใคร ทำไมถึงต้องเอาไปใช้
 
และนั่นจะนำคุณไปสู่จุดสตาร์ท
ว่าจะนำเสนอลูกค้ายังไง
มันถึงจะน่าสนใจ
 
จะหยิบแง่มุมไหนของสินค้า
ไปเล่าให้โดนสิ่งลูกค้าเป็นอยู่
 
จะจับเอาปัญหาความต้องการ
ของลูกค้าในเรื่องไหน มาผูกโยงเข้ากับ
Solution ของสินค้าคุณ
 
 
2. ทักษะการถ่ายรูปสินค้า
 
เมื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลัก
ในการนำเสนอขาย
 
ลูกค้าไม่ได้มีโอกาส
ได้สัมผัสกับสินค้าจริง
 
ไม่ได้ลองหยิบจับ ลองดมกลิ่น
ลองทา ลองเทียบสี ลองแต่ง
 
ถ้าการนำเสนอด้วยรูปถ่าย
ที่ดึงจุดขายมาไม่ชัดพอ
 
ลูกค้าเค้าก็ไม่แน่ใจ ไม่กล้าเสี่ยง
ไม่โอนเงินซื้อเหมือนกันล่ะครับ
 
ดังนั้นคุณต้องฝึกการนำเสนอ
ด้วยรูปภาพให้เป็น
 
ซึ่งไม่ได้แค่ฝึกถ่ายให้ออกมาสวย
สะดุดตาน่ามองเท่านั้นนะครับ
 
เพราะจุดสำคัญจริง ๆ
คือรูปสินค้ามันต้อง ‘ขายได้’ ด้วย
 
มันเป็นเรื่องของวิธีคิด มุมมอง
ในการนำเสนอ ดึงสิ่งที่เป็น “จุดขาย”
เอาออกมาให้ลูกค้าเห็นภาพ
แล้วร้อง “อ๋อออ”
 
จุดขายไหนของสินค้า
ที่ลูกค้าอยากเห็น ก็ต้องให้เค้าได้เห็น
 
จุดขายไหนที่ลูกค้าอยากได้
ก็ดึงมันออกมาให้ทิ่มตาแทงใจ
จนเค้าทนกำเงินไว้ไม่ไหวนั่นแหละครับ
 
 
3. ทักษะการยิงโฆษณา
 
ถ้าคุณขายออนไลน์ในเฟสบุ๊ค
ยังไงคุณก็ควรจะทำเพจ
 
แล้วถ้าคุณทำเพจ
ยังไงคุณก็ควรจะยิงโฆษณา
 
มันจึงจะเป็นตัวเร่งยอดขาย
ให้คุณได้โดยที่ไม่ต้องรอข้ามภพข้ามชาติ
 
ซึ่งการเรียนรู้เกี่ยวกับการยิงโฆษณา
มันอาจเป็นยาขมสำหรับใครบางคน
 
“ฉันขอออกมา Live อย่างเดียวดีกว่า
ปวดหัวน้อยกว่าเยอะ”
 
แต่เชื่อผมเถอะครับ ยังไงคุณก็ต้องฝึก
 
ถ้าไม่อยากอาศัยแต่ความถึก
กับการนำเสนอขายที่กระจายตัว
หาลูกค้าจำนวนมากไม่ได้
 
และมันก็ไม่ได้ยากจนเกินไป
ที่จะฝึกทำ Ad โฆษณาที่มันขายได้
 
และก็ไม่ได้ยากเกินไปที่จะทำความคุ้นเคย
กับการ Set กลุ่มเป้าหมาย
การอ่านค่าผลลัพธ์การยิงโฆษณา
 
มันไม่ได้ยากเกินไปสำหรับคุณ
ที่อยากจะเพิ่มยอดขาย
อยากคว้ากำไรมากขึ้น
 
จริงไหมล่ะครับ ?
 
 
4. ทักษะปิดการขาย
 
ทักษะนี้สำคัญมากนะครับ
 
เพราะมีหลายคนที่ทำทุกอย่าง
ดึงลูกค้าเข้ามาทักได้วันละเป็นร้อย
 
แต่กลับดึงเงินจากกระเป๋าเค้า
เข้ามาเป็นยอดขายได้แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์
 
เคสแบบนี้ปัญหาอยู่ที่
การ “ปิดการขาย” ล้วน ๆ ครับ
 
คุณจึง “จำเป็น” ต้องศึกษาเรียนรู้
เทคนิคปิดการขายไว้ให้มาก ๆ
เอาไปฝึกใช้กับลูกค้าให้มาก ๆ
 
เรียนรู้เทคนิคที่จะทำให้ลูกค้า
ไม่เหลือข้อสงสัย ไม่คาใจในข้อโต้แย้ง
 
ฝึกฝนเทคนิคที่จะทำให้ลูกค้า
ปฏิเสธไม่ลง รีบตัดสินใจซื้อในนาทีนั้น
 
เชียวชาญในเทคนิคที่จะทำให้ลูกค้า
ซื้อไปครั้งละจำนวนมาก ๆ
แล้วก็ยังกลับมาซื้อซ้ำอีก
 
ทักษะปิดการขายนั้น
คือ “ทางรอด” ของการขายของ
ทุกประเภทสินค้าบนโลกนี้เลยล่ะครับ
 
แล้วยิ่งถ้าคุณมีทักษะตามที่ผมพูดมา
ก่อนหน้านี้ครบทุกข้อด้วยแล้วล่ะก็
 
การปิดการขายจะยิ่งเป็น “ทางรุ่ง”
สำหรับธุรกิจและชีวิตของคุณเลยทีเดียว
 
.................................
 
ถึงผมจะบอกไปว่า
การเป็นตัวแทนในยุคนี้
ไม่ได้ง่ายเหมือนกับยุคแรก ๆ
 
แต่ในขณะเดียวกันก็มีตัวแทน
อีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จ
 
มีบ้าน มีรถ ปลดหนี้ชีวิตได้หมดจด
จนขยับตัวเองขึ้นไปเป็นแม่ทีม
ไปเป็นดีลเลอร์รายใหญ่
 
เพราะเค้าทุ่มเทเรียนรู้ ฝึกฝน
ทำให้ได้จนครบตามที่ผมพูดไป
 
ก็ถ้าคุณแค่มีเงินเปิดบิล
กะจะมาขายแบบชิว ๆ
ไม่ได้หวังอะไรมาก
 
การเรียนรู้ ฝึกฝนสิ่งใหม่ ๆ
อาจหนักเกินความจำเป็นสำหรับคุณ
 
แต่ถ้านั่นไม่ใช่คุณ คุณมุ่งมั่น
อยากประสบความสำเร็จให้ได้บ้าง
 
ผมขอแนะนำฤกษ์งามยามดี
ที่เหมาะสมจะเริ่มต้นมากที่สุด
 
ก็คือ “เดี๋ยวนี้” เลยครับ