วิธีคิด Package ให้เป็น Sales Content

โดย : น.สพ. ธีรพงษ์ เศรษฐิวัฒน์ (หมอกิม)
 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบของสินค้า
ถือเป็น Content ที่สื่อถึงคาแรคเตอร์
ของตัวมันเอง รวมไปถึงของแบรนด์ด้วยเสมอ
 
ซึ่งในที่นี้ “Package” ก็ด้วยเช่นกันครับ
 
Package จึงไม่ได้เป็นเพียง
ซองพลาสติก หรือกล่องกระดาษ
ที่ออกแบบมาให้สวยงามสะดุดตา
ดูแล้วน่าสนใจหรับลูกค้าเท่านั้น
 
แต่มันได้ส่ง Message ทางการตลาด
ไปยังลูกค้าที่เหมาะกับมันตั้งแต่แรกเห็น
 
จึงสามารถเรียกได้เต็มปากว่า
Package คือเครื่องมือทางการตลาด
ชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ก็ว่าได้ครับ
 
ดังนั้นการจะวางคอนเซ็ปต์
ทำ Package ขึ้นมาแต่ละครั้ง
จึงต้องทำการบ้านมาให้ดีก่อนเสมอ
 
เพราะไม่อย่างนั้น สินค้าที่คุณคิด
และผลิตออมาสำหรับลูกค้ากลุ่มหนึ่ง
อาจไม่ถูกโฉลกคนกลุ่มนั้น
 
แล้วคุณก็จะเสียโอกาสทำยอดขายไป
เพียงเพราะใส่รสนิยมส่วนตัวลงไป
โดยที่ไม่ได้ดูความเหมาะสมกับลูกค้าเลย
 
เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่ซ่อมยากนี้
 
ผมจึงขอแนะนำการคุม Mood & Tone
ให้แมทช์กับสิ่งที่ต้องการสื่อ
โดยดูจากสิ่งเหล่านี้ครับ
 
 
1. “Targetที่เลือก
 
การเลือกคอนเซ็ปต์และสไตล์
ในการออกแบบ Package
 
จำเป็นต้องโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมาย
มากกว่าความชอบของตัวคุณเอง
 
ลองคิดดูว่า ถ้ากลุ่มลูกค้าของคุณ
เป็นเด็ก ๆ วัยรุ่นอายุ 20 ต้น ๆ
 
แล้ว Package ของสินค้า
มาแบบ “OTOP Style”
เค้าคงเบือนหน้าหนีตั้งแต่ทีแรก
 
หรือคุณจะขายสินค้าให้กับ
ผู้หญิงทำงานออฟฟิศ อายุสัก 30 ปี
ทีชอบความเรียบหรู ดูแพง
 
แต่ Package ของคุณ
สีโทนพาสเทลฟรุ้งฟริ้งมาแต่ไกล
ก็คงไม่เหมาะกับเค้าเหมือนกัน
 
ดังนั้นต้องทำความรู้จักกับ
กลุ่มลูกค้าของคุณให้ดีครับ
 
เพราะคุณจะต้องเลือกใช้ภาษา
ในการสื่อสารให้เหมาะกับเค้า
 
ซึ่ง Package ในที่นี้
ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก “ภาษา” นั้นเช่นกัน
 
 
2. “Selling Pointของสินค้า
 
โดยทั่วไปคุณย่อมต้องรู้จักจุดขาย
ในสินค้าของตัวเองดีอยู่แล้ว
 
ซึ่งการนำเสนอ “จุดขาย” ที่ถ่ายทอด
ผ่านงาน Artwork และคอนเทนต์
ก็ต้องนำเสนอผ่าน Package ด้วยเช่นกัน
 
ถ้าสินค้าของคุณมีจุดขายที่ความหอม
กลิ่นกุหลาบสายพันธ์เยอรมัน
ก็ต้องสื่อให้รู้สึกถึงความหอมในแบบนั้น
 
ถ้าสินค้าของคุณเป็นคลีนซิ่ง
ที่เช็ดหน้าแล้วให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น
ก็ต้องสื่อความสดชื่นออกมาให้เห็น
 
ถ้าสินค้าของคุณเป็นสูตรตำหรับจีน
สืบทอดจากต้นตระกูลมาหลายชั่วอายุคน
ก็ต้องสื่อถึงความคลาสสิกนั้นออกมา
 
แต่ถ้าสินค้าของคุณมีคุณสมบัติ
ข้อดีอยู่หลายจุด ก็ขอให้เลือกจุดที่ดีที่สุด
เพียงหนึ่งเดียวก็พอครับ
 
เพราะถ้ามีสัก 10 ข้อ
แล้วงัดออกมาละเลงบน Package ทั้งหมด
มันคงจะตีกันจนสับสนแทนล่ะครับ
 
 
3. “Positionของแบรนด์
 
มาถึงในเรื่อง Position
ที่บอกถึงจุดยืนของแบรนด์ในแง่ที่ว่า
 
คุณจะขายมันเป็นอะไร ?
เพื่อตอบสนองโจทย์ในเรื่องไหนเป็นพิเศษ ?
 
ซึ่งแต่ละโจทย์บน Position ที่แตกต่าง
ย่อมมีโทนของการนำเสนอที่แตกต่างกัน
 
เช่น Position ที่เป็นแบบ ...
 
Instant : เน้นเห็นผลไว เอาใจคนเร่งด่วน
Package ก็อาจไม่ใช่โทนที่ดูเนิบ ๆ นิ่ง ๆ
 
Healthy : ที่เน้นผลลัพธ์สุขภาพดี
Package ก็ไม่น่าจะเป็นโทนเข้มที่ดู Dark
 
 Sexy : ที่เน้นภาพลักษณ์ใช้แล้วดูเซ็กซี่
Package ก็น่าจะให้ความรู้สึกที่แซ่บ ๆ
 
Status : ที่เน้นแสดงถึง “สถานะ” และ “รสนิยม”
Package ก็ควรมีดีไซน์และสไตล์ที่โดดเด่น
แค่หยิบมาถือก็ดูแตกต่าง
 
เพราะลูกค้าแต่ละแบบ ของแต่ละ Position
จะให้ความสนใจกับ Package ที่ตรงกับ
คาแรคเตอร์ของตัวเองเสมอ
 
ดังนั้นขอให้กำหนดจุดยืน
ของสินค้าและแบรนด์ให้ชัด ๆ
 
เพื่อจะได้คุมโทนการนำเสนอให้โดนใจ
กลุ่มลูกค้าของตัวเองได้มากที่สุดครับ
 
..................................
 
Package ที่คิดออกมาดี
สื่อถึงสิ่งที่จะนำเสนอได้ยอดเยี่ยม
 
จะเปรียบเสมือนนางกวัก
เรียกลูกค้าที่ถูกคนมาหาคุณได้เสอ
 
ไม่เพียงแค่นั้น มันยังช่วยอัพภาพลักษณ์
ของสินค้าหน้าตาธรรมดาสักชิ้นหนึ่ง
ให้มีมูลค่าสูงขึ้นมาได้มหาศาล
 
แต่ถ้าคิดมาผิด เท่ากับคุณทำ
Sales Content ที่สื่อสารผิด ๆ ออกไป
กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ได้ยากมาก ๆ
 
เพราะกว่าจะแก้ใหม่ให้เหมาะสมอีกที
ก็ต้องรอให้สินค้าล็อตนั้นเกลี้ยงสต็อกซะก่อน
 
ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้น คุณเสียโอกาสไปตั้งเท่าไหร่
ลองคิดดูสิครับ