4 นิสัยนักการตลาดที่ทุกคนควรมี

โดย : น.สพ. ธีรพงษ์ เศรษฐิวัฒน์ (หมอกิม)
 
เคล็ดลับความสำเร็จอย่างหนึ่ง
ที่คนสำเร็จในทุกด้านเค้ามีกัน
 
คือ การฝึกสิ่งที่อยากจะเก่ง
ให้ติดตัวจนกลายเป็น “นิสัย”
 
เพราะเมื่อกลายเป็นนิสัย
คุณจะทำทุกอย่างได้แบบ Automatic
โดยที่ไม่ต้องไปฝืนบังคับมันอีกเลย
 
การทำ “การตลาด” ก็เช่นกันครับ
 
“การตลาด”
ที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคน
ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต ความคิด ความเชื่อ
ไปจนถึงปัจจัยรอบด้านที่เกี่ยวข้อง
 
เพราะว่าด้วยเรื่องของ “คน” นั้น
ไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่
 
คุณจึงต้องมีหู ตา มุมมอง ความคิดที่ว่องไว
อันเป็นลักษณะนิสัยประจำตัว
แบบเดียวกับที่นักการตลาดมี
 
เพื่อที่จะทำการตลาดได้เก่ง ๆ
เล็งตลาดกลุ่มไหนก็ได้ยอดกลับมามหาศาล
 
 
ดังนั้นผมจึงมี “นิสัย 4 อย่าง”
มาแนะนำให้ฝึกฝนกัน
เพื่อที่คุณจะทำการตลาดได้เก่งขึ้นดังนี้ครับ
 
 
1. ช่างสังเกตการณ์
 
เพราะการตลาดนั้นต้องทำกับคน
ถ้าเอาแต่หมกตัวอยู่แต่หน้าโพสต์ของตัวเอง
 
คุณจะไม่มีวันทำการตลาด
ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าครับ
 
คุณจึงต้องหมั่น สังเกตลูกค้า ว่า...
 
แท้จริงแล้วเค้าต้องการอะไร ?
เค้าต้องการมันไปทำไม ?
มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ?
มี Choice อะไรให้เอนเอียงได้บ้าง ?
 
และคอยหัด สังเกตคู่แข่ง ว่า...
 
มีใครบ้างที่อยู่ใน Choice เหล่านั้น ?
เค้าเหมือนหรือต่างจากเรายังไง ?
อะไรคือ จุดเด่น และ จุดด้อย ?
และได้รับความสนใจแค่ไหน ?
 
รวมถึงรู้จัก สังเกตกระแส ด้วยว่า...
 
ความสนใจนั้นมาแรงแค่ไหน ?
มีโอกาสพีคสุด และไปหยุดเอาเมื่อไหร่ ?
มีใครที่จะเป็นตัวจุดกระแส ?
 
ที่ต้องรู้ให้ครบ Loop ขนาดนี้
เพราะทุกอย่างมีผลต่อความคิด
ความเชื่อ และการตัดสินใจของลูกค้า
 
ถ้ามองภาพทุกอย่างไม่สุด
คุณอาจหลุด Detail ที่จุดใดจุดหนึ่ง
ที่นำมาซึ่งลูกค้าที่หลุดมือไปด้วยครับ
 
                         
2. หาทางออกใหม่ ๆ ให้กับปัญหา
 
คนทั่วไปพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา
จึงเป็นที่มาของปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข
 
ในขณะที่นักการตลาดจะชอบวิ่งเข้าใส่ปัญหา
เพราะที่ไหนมีปัญหา ที่นั่นแหละคือโอกาส
 
โอกาสสำหรับ Solution ใหม่ ๆ
โอกาสในการเจาะลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ
โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
 
จากความช่างสังเกต
จะนำพาคุณมาสู่จุดนี้ที่ต้องคิดให้ลึกขึ้น
เพื่อแกะปัญหาและหาวิธีแก้ไข
 
ปัญหาที่ว่าคุณสามารถหามันเจอได้สารพัด
ในทุกที่ ทุกเวลา ของชีวิตประจำวัน
 
ปัญหาเดิม ๆ ที่กลายเป็นความเคยชิน
แต่ก็ยังรำคาญมันอยู่ทุกวัน เช่น ...
 
อยากทาครีมก่อนออกจากบ้าน
แต่ทาแล้วหน้ามันเมี่ยม ทำให้ไม่อยากทา
จะดีกว่ามาก ถ้ามีตัวที่ไม่ทำให้หน้ามัน
 
อยากดีท็อกซ์ช่วยเรื่องผิวพรรณ
แต่ต้องออกไปทำงานข้างนอกตลอดทั้งวัน
ก็ไม่อยากกังวลเรื่องอาการที่จะตามมา
 
หรืออาจเป็น ปัญหาใหม่
ที่มาตามยุคสมัย เช่น ...
 
ปัญหาสุขภาพของคนทำงานออฟฟิศยุคใหม่
ทั้งหลัง ไหล่ ต้นคอ ไมเกรน ความเครียด
แล้วก็ยังจะไม่มีเวลาอีก
 
แล้วปัญหาที่คุณค้นเจอคืออะไร ?
ลองเอาไปเป็นโจทย์เพื่อหาทางแก้ไข
ด้วยนิสัยในข้อที่ 3 ดูครับ
 
 
3. รู้จักวางแผน
 
“การวางแผน” คือด่านสำคัญ
ในการนำทุกอย่างที่ศึกษาหาข้อมูลมา
ไปสู่การลงมือทำจริง
 
เพราะต้องยอมรับล่ะครับว่า
เมื่อคุณสังเกต แกะปัญหา คิดหา Solution
มันจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเทไหลมารวมกัน
อยู่ในคลังสมองของคุณเต็มไปหมด
 
แต่อะไรล่ะที่เหมาะจะเอามาใช้
แล้วอะไรที่ไม่จำเป็น
 
เมื่อเป็นคนที่รู้จักวางแผน
คุณจะเก่งในการคัดกรอง เลือกสรร
แล้วประกอบทุกอย่างขึ้นมา
เป็นแผนที่นำทางที่เรียกว่า “กลยุทธ์”
 
ซึ่งจะทำให้คุณ
ไม่ทำอะไรสะเปะสะปะ
ไม่เสียเวลาเดินหลงทาง
และไปถึงเป้ายอดขายได้อย่างรวดเร็ว
 
ที่สำคัญ แม้จะเกิดอะไรที่ผิดคาด
หรือติดจุดเล็กจุดน้อย
คุณจะสามารถ Track ได้
ว่าต้องเข้าไปแก้ตรงจุดไหนของแผน
 
โอกาสเสียหายก็จะน้อยลง
แล้วคุณจะกล้าทดลอง
ทำตามแผนมากขึ้นด้วยครับ
 
 
4. กล้าทดลอง
 
คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดมามันจะได้ผลจริงไหม
จนกว่าจะได้ลองครับ
 
นี่จึงถือเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่ง
ที่นักการตลาด และเจ้าของธุรกิจจะต้องมี
 
มีความกล้าที่จะทำ
แต่ไม่ใช่ทำแบบกล้าบ้าบิ่น ขาดสติ
พกมาแต่แรงบันดาลใจ
แต่ไร้การควบคุมภายใต้ความเป็นไปได้
 
และต่อให้คิดแผนการมาดีแค่ไหน
ก็ต้องลงมือทำอย่างรัดกุมเสมอครับ
 
คุณจึงต้องมีนิสัยที่ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ
จนกว่าจะได้พิสูจน์และมีหลักฐาน
 
ฝึกที่จะเป็น ลูกอิช่าง Test และวัดผล
จนติดเป็นนิสัยประจำตัว
 
ด้วยการ Test ในระดับที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป
วัดผล จนสามารถบอกอะไรได้มากพอ
 
นิสัยเช่นนี้จะช่วยให้คุณ
ไม่ละลายเงินทิ้งไปเปล่า ๆ
ไม่ต้องหลงทางทำผิด ๆ ไปตลอด
และมีโอกาสทำยอดขายได้มหาศาลครับ
 
........................................
 
ทั้งหมดนี้คือ “4 นิสัย”
ที่คุณยิ่งฝึก ก็จะยิ่งทำการตลาดได้เก่งขึ้น
นำไปสู่ยอดขายให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น
 
แม้มันอาจต้องปวดหัวบ้าง
และอาศัยเวลาในการฝึกฝน
 
แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้ในระยะยาว
มันก็คุ้มค่ามหาศาลไม่ใช่เหรอครับ