นำเสนอขาย ด้วยเทคนิครีวิวสไตล์ Blogger

โดย : น.สพ. ธีรพงษ์ เศรษฐิวัฒน์ (หมอกิม)
 
เป็นอันรู้กันนะครับว่า...
 
คอนเทนต์ที่กระตุ้นความสนใจ
ของลูกค้าได้รุนแรงที่สุดตัวนึงเลย
 
หนีไม่พ้น “การรีวิว”
 
เพราะไม่ว่าใคร
ก็อยากรู้ถึงผลลัพธ์
เห็นถึงข้อพิสูจน์
 
เพื่อเสริมความมั่นใจ
ไล่ความเสี่ยง ก่อนที่เงิน
จะออกจากกระเป๋าทั้งนั้น
 
แต่ก็อย่างว่าแหละครับ
 
ลูกค้ายุคออนไลน์นี้
ประสบการณ์มีเพียบ
 
รู้ว่าร้านไหนให้พรรคพวก
มาช่วยเป็นหน้าม้ารีวิว
 
พรีเซนเตอร์คนไหน
ใช้จริงหรือแค่รับงานช่วยดัน
 
“ความเรียล”
 
จึงกลายเป็นสิ่งที่ลูกค้า
ปรารถนาจะได้เห็นมากที่สุด
 
คนจึงหันไปหาเหล่า Blogger
ที่รีวิวแบบใช้จริง จัดเต็ม
ทั้งดีและเสียก็ว่ากันไป
 
แบบนั้นแหละครับ
ที่คนเค้าถึงจะ ‘เชื่อ’
 
ดังนั้นถ้าคุณจะรีวิวสินค้า
นอกจะให้น่าสนใจแล้ว
 
ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ
จนลูกค้าอยากซื้อตามได้
 
ด้วยวิธีนำเสนอที่ Advance
แบบที่ Blogger ทำกัน
 
โดยบอกลูกค้าให้ได้ว่า...
 
 
1. สินค้านั้นเหมาะ/ไม่เหมาะกับใคร
 
ถือเป็นการเปิดอก
คุยกันตรง ๆ เลยครับ
 
สินค้าเหมาะกับใคร
เค้าจะได้รู้ จะได้พิจารณา
 
ส่วนใครที่ไม่น่าจะตอบสนองเค้าได้
เค้าก็ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงิน
และเสียความรู้สึกกันภายหลัง
 
เพราะในความเป็นจริงแล้ว
ลูกค้าแต่ละแบบ...
 
ล้วนมีความต้องการ
มีเงื่อนไขการเอาไปใช้
หรือข้อจำกัดต่างกัน
 
แนะนำให้เค้ารู้ไปเลยครับ
ว่าสินค้าของคุณนั้นเป็นยังไง
 
ตอบโจทย์สำหรับใคร
ใช้ในกิจกรรมอะไร
 
หรือแม้กระทั่งว่า
ไม่จำเป็นสำหรับใคร
 
เช่น...
 
“เหมาะกับคนไม่รีบร้อน กลัวผลข้างเคียง
ค่อยเป็นค่อยไป รอผลลัพธ์ได้สัก 1 เดือน”
 
“ตอบโจทย์คนที่ต้องการแก้สิวด่วน
เพราะต้องออกงานอาทิตย์หน้า”
 
“ถ้าจะไปออกทริปลุยแดด
ตัวนี้ไม่เหมาะนะ แต่อีกตัวเหมาะกว่า”
 
“สำหรับคนที่ปกติกินตัวนั้นอยู่แล้ว
ตัวนี้อาจไม่จำเป็นกับคุณเลย”
 
 
2. ชั่งน้ำหนักข้อดี/ข้อสังเกต
 
เปิดอกคุยกับลูกค้า
แต่ละกลุ่มไปแล้ว
 
ก็หันมาแสดงความจริงใจ
ถึงตัวสินค้ากันบ้างครับ
 
เพราะยังไงของทุกอย่างในโลก
ก็มี 2 ด้านเหมือนเหรียญทั้งนั้น
 
การนำเสนอถึงทั้ง 2 ด้าน
จึงช่วยเพิ่มความวางใจ
ให้ลูกค้ารู้สึก Trust
 
ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้อง
นำเสนอ “จุดเด่น”
 
ส่วนที่ให้ Benefit
กับลูกค้าได้มาก ๆ
 
แล้วถ้ามีข้อจำกัดที่อาจสนอง
จุดประสงค์บางอย่างไม่เพียงพอ
 
ก็ต้องบอกให้ลูกค้ารู้ด้วยครับ
ไม่ใช่เข้าข้างสินค้าตัวเองเสมอไป
 
เช่น ...
 
“ให้ผิวขาว มีออร่ามากขึ้น
แต่ถ้ากับคนผิวเข้ม
จะปรับเป็นผิวสีแทนมากกว่า”
 
“กินแล้วลดเร็ว ไม่มีโยโย่ตามมา
แต่ถ้าคุณมีโรคประจำตัว
ควรปรึกษาแพทย์ก่อน”
 
“แดดแรงเดือน เม.ย. ก็กันไหว
แต่ถ้าออกข้างนอกทั้งวัน ทุกวัน
คุณต้องคอยทาบ่อย ๆ
และมันจะหมดไว”
 
เรียกว่าให้ข้อมูลจากทั้ง 2 มุม
ให้ลูกค้าไปชั่งน้ำหนักดู
 
ก็เป็นอะไรที่แฟร์ ๆ ดี
สำหรับทุกฝ่ายครับ
 
 
3. เปรียบเทียบความคุ้มค่า
 
นอกจากเรื่องของผลลัพธ์
การตอบโจทย์ความต้องการ
 
ลูกค้าก็ยังมองถึงความคุ้มค่า
กับเงินที่ต้องจ่ายเสมอ
 
แทนที่จะปล่อยให้เค้า
นั่งคำนวณในใจเอาเอง
 
ซึ่งอาจ “โอเค” หรือ “แพงไป”
 
คุณจะไม่สามารถคอนโทรล
เค้าได้เลยนะครับ
 
ดังนั้นทำไมนำเสนอความคุ้มค่า
ให้เค้าเห็นไปเลยล่ะ ?
 
ซึ่งคุณจะชี้ให้ลูกค้ามองตามได้ทั้ง...
 
A) “ค่าใช้จ่ายต่อดือน”
 
เดือน ๆ นึงเค้าต้องมี
ค่าใช้จ่ายตรงนี้เท่าไหร่ ?
 
เมื่อเทียบกับอย่างอื่น
ที่ต้องจ่ายทุกเดือน
ก็ไม่ได้กระทบมากมายใช่ไหม ?
 
B) “เทียบเป็นต่อครั้ง”
 
ลูกค้าซื้อไปราคานี้
ใช้ได้กี่ครั้ง ? มีให้กี่เม็ด ?
 
ตกครั้งละเท่าไหร่ ?
เม็ดละกี่บาท ?
 
คำนวณต่อหน่วยแล้ว
ออกมาก็ไม่ได้แพงเลย
ไม่น่าจะเกินกำลังเท่าไหร่นะ
 
C) “เทียบกับ Solution อื่น”
 
ถ้าลูกค้าเลือกแก้ปัญหา
หรือสนองโจทย์ความต้องการ
ด้วยสินค้าของคุณ
 
มันจะเป็นยังไง
เมื่อเทียบกับการจ่าย
ให้ Solution แบบอื่น
 
ซึ่งได้ทั้งเรื่องของ “ราคา”
 
“อาหารเสริมของคุณ
ถูกกว่าการไปคลินิก
 
ที่จ่ายต่อครั้งมากกว่า
และต้องเสียเวลาไปบ่อย ๆ”
 
และ “ระยะเวลา”
 
“อาหารเสริมตัวนี้
ดูอาจราคาสูงกว่า
แต่ใช้เวลาน้อยกว่าแบบทา
 
ซึ่งเอาจริง ๆ ต้องใช้อีกเยอะ
กว่าจะเห็นผลชัดเท่า”
 
เพราะไม่มีทางไหน
ที่ไร้ซึ่งข้อด้อยครับ
 
มันมีจุดนั้นจุดนี้
ให้คุณเลือกหยิบมาเปรียบเทียบ
นำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าได้ทั้งสิ้น
 
อันนี้ต้องลองทำการบ้าน
ให้ทั่ว ๆ ดูนะครับ
 
...............................
 
มันหมดสมัยแล้วจริง ๆ ครับ
ที่แบรนด์จะอวยตัวเอง
 
หรือหาคนดังที่ไหนมาอวยให้
แล้วลูกค้าจะเชื่อง่าย ๆ
 
คือไม่ได้บอกว่า “ไม่ได้”
แต่ยังไงก็มันยากขึ้นล่ะครับ
 
แต่ด้วยเทคนิคแบบที่
Blogger มือรีวิวเทพ ๆ เค้าใช้กัน
 
สามารถกระทบใจคน
มีอิทธิพลในการตัดสินใจ
ของลูกค้าได้มากกว่า
 
แล้วทำไมคุณจะไม่ลอง
เอาเทคนิคแสดงความจริงใจ
แบบเดียวกันไปใช้บ้าง
 
เพราะก่อนที่ลูกค้า
จะซื้อสินค้ากับคุณ
 
ด้วยการรีวิวในลักษณะนี้
คุณจะสามารถ
ซื้อใจเค้าได้ก่อน
 
ซึ่งมันมักได้ผลกับการซื้อ
ตามมาด้วยเสมอครับ